คำศัพท์ทางมานุษยวิทยา

Ethnology ความหมายคำศัพท์ทางมานุษยวิทยา

Ethnology


ผู้เขียน: ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

ความหมาย:

        ชาติพันธุ์วิทยา (Ethnology)  หมายถึง การศึกษาวิเคราะห์ประเภทของวัฒนธรรมและเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ เป็นการศาสตร์ที่อาศัยการเปรียบเทียบ เพื่ออธิบายวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าที่แตกต่างกันของบุคคล  และเพื่ออธิบายประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมที่พัฒนามายาวนาน ทั้งเงื่อนไขของการอพยพ และการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ประเด็นที่นักมานุษยวิทยาสนใจศึกษาเปรียบเทียบ ได้แก่ ความเชื่อทางศาสนา ภาษา ความสัมพันธ์ทางเพศ ระบบเครือญาติ เทคโนโลยีในการเกษตร ระบบเศรษฐกิจและการเมือง 

          ในสมัยเรเนอซอง มีความสนใจต่อเรื่องวัฒนธรรมที่เก่าแก่ เช่น โรมันและกรีก ซึ่งก่อให้เกิดการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมต่างๆ   เช่น การศึกษาของโจเซฟ เดอ อคอสต้า  เรื่อง The Natural and Moral History of the Indies  การศึกษาเรื่องนี้อธิบายความถูกต้องเกี่ยวกับผู้คนและสถาบันสังคมในเม็กซิโกและเปรู และตั้งทฤษฎีต้นกำเนิดวัฒนธรรมเหล่านั้นว่ามาจากดินแดนโลกเก่า โดยผ่านทางทวีปที่มีแผ่นดินติดกันทางตอนเหนือ   อคอสต้าไม่เห็นด้วยกับความคิดของชาวยุโรปที่ดูหมิ่นชาวอินเดียนพื้นเมืองว่าเป็นผู้ที่ป่าเถื่อนไร้เหตุผล  ต่อมาแนวคิดนี้กลายเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับสภาวะจิตที่เป็นสากลของมนุษย์  และเป็นพื้นฐานสำคัญให้เกิดการศึกษาทางมานุษยวิทยา  ซึ่งเชื่อว่าพฤติกรรมและความเชื่อของมนุษย์เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ มิใช่เกิดจากความแตกต่างทางร่างกาย 

          ในปี ค.ศ.1783 อดัม ฟรานซ์ โคลลาร์ อธิบายว่าชาติพันธุ์วิทยาคือวิชาที่ศึกษามนุษย์ที่มีสติปัญญาเพื่อค้นหารากเหง้าและต้นกำเนิดของบรรพบุรษมนุษย์ รวมถึงศึกษาพัฒนาการของชาติในมิติประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนที่มีภาษา ประเพณี และวัฒนธรรมของตัวเอง การศึกษาดังกล่าวนี้จะช่วยเข้าใจธรรมชาติและความเจริญของมนุษย์ เช่นเดียวกันใน ปี ค.ศ.1847 เจมส์ พริชาร์ด  อธิบายจุดประสงค์ของการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาว่าเพื่อแกะรอยประวัติศาสตร์ของชนเผ่าและเชื้อชาติของมนุษย์จากอดีตที่ห่างไกล และเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ของมนุษย์ในอดีต เพื่อสร้างข้อสรุปที่เป็นจริงหรืออาจเป็นไปได้เกี่ยวกับรากเหง้าที่ซับซ้อน หรือมีการติดต่อสัมพันธ์กัน  อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาวัฒนธรรมเปรียบเทียบคือการสังเคราะห์ข้อมูลหลักฐานที่เป็นมานุษยวิทยากายภาพ ภาษาศาสตร์ โบราณคดี และการศึกษาทางชาติพันธุ์

       กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19  มีการถกเถียงกันในวิชามานุษยวิทยาในหลายประเด็น  ประเด็นสำคัญคือเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์  มีการถกเถียงทฤษฎีการแพร่กระจายและวิวัฒนาการ ซึ่งทำให้เกิดพัฒาการสังคมของมนุษย์ มีการถกเถียงเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างชนชาติต่างๆ  ถกเถียงเรื่องความเป็นเอกภาพของมนุษย์ที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน  ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ  

        ในทศวรรษที่ 1860 มีการก่อตั้งสมาคมมานุษยวิทยาแห่งกรุงลอนดอนขึ้น เพื่อศึกษาเปรียบเทียบเชิงกายภาพของมนุษย์ ซึ่งวิชามานุษยวิทยากายภาพจะให้ความสำคัญกับเรื่องเชื้อชาติเป็นสำคัญ   ในช่วงทศวรรษที่ 1970  แนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์มีบรรพบุรุษร่วมกันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะได้รับอิทธิพลความคิดของดาร์วินมาสนับสนุน ซึ่งทำให้วิชามานุษยวิทยาสาขาต่างๆตกอยู่ใต้อิทธิพลวิวัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพ โบราณคดี หรือชาติพันธุ์ศึกษา  ส่วนนักมานุษยวิทยาอเมริกันเช่น ฟรานซ์ โบแอส  ,อัลเฟร็ด โครเบอร์ ,โรเบิร์ต โลวี่ และเลสลี่ สเปียร์ ตอกย้ำเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมในมิติประวัติศาสตร์   และใช้แนวคิดการแพร่กระจาย มากกว่าเรื่องวิวัฒนาการ 

      ในเวลาเดียวกัน  การศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมในอเมริกาก็ได้เปลี่ยนไปโดยมีการยอมรับแนวคิดเรื่องลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรม  มีการตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงความหมายระหว่างส่วนประกอบทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆ และมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง และการผสมผสานทางวัฒนธรรม   นักมานุษยวิทยาเริ่มเห็นว่าการอธิบายขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อของชนเผ่าที่เป็นสถาบันตายตัวมีระบบระเบียบคงที่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และพยายามศึกษาว่ามนุษย์มีการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆอย่างไรบ้าง  ความสนใจเหล่านี้ทำให้ความหมายของวัฒนธรรมเป็นเรื่องของระบบคุณค่าและความหมายที่มีบริบททางประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการศึกษาชาติพันธุ์วิทยา

 

แหล่งข้อมูล: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

Sign In

Register

Reset Password

Please enter your username or email address, you will receive a link to create a new password via email.